เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๖๘ Trip.com แพลตฟอร์มบริการท่องเที่ยวออนไลน์ชั้นนำ ได้จัดกิจกรรม “Trip.Best Roadshow: วิเคราะห์แนวโน้มการท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” พร้อมเผยแพร่รายงานวิเคราะห์พฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งชี้ว่า พฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจากรูปแบบเดิมที่เน้น “ไปให้ครบ Check in ให้ได้” ไปให้ความสำคัญกับการเที่ยวแบบเน้นประสบการณ์ การมีส่วนร่วม และการดื่มด่ำกับวัฒนธรรมท้องถิ่นมากขึ้น ในขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวไทยให้ความสนใจกับเมืองจีนระดับ New First-tier[๑] มากขึ้น โดยหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยม คือ นครฉงชิ่ง
นครฉงชิ่งเป็นเมืองที่เติบโตเร็วที่สุดในตลาดนักท่องเที่ยวไทย
ข้อมูลจาก Trip.com ประจำปี ๒๕๖๘ ระบุว่า นครฉงชิ่งกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่มีอัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวไทยสูงที่สุด โดยวัดจากจำนวนการเข้าชมหน้าเพจ (Page Views) เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ ๓๙๕ เมื่อเทียบกับปีก่อน และจำนวนการจองการเดินทางเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ ๘๒๘ โดยนครฉงชิ่งมีจุดเด่นที่เป็นเมืองล้อมรอบด้วยภูเขา โดดเด่นด้วยภูมิประเทศแบบสามมิติ มีวัฒนธรรมเมืองเฉพาะตัว และสถานที่ท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ และยังมีอาหารรสชาติจัดจ้านอย่างหม้อไฟฉงชิ่งที่เผ็ดร้อนคล้ายอาหารไทย ทำให้นครฉงชิ่งกลายเป็นจุดหมายใหม่ ของนักท่องเที่ยวไทยที่ต้องการ “ประสบการณ์จริง” และแสวงหาทางเลือกนอกเหนือจากเมืองท่องเที่ยวกระแสหลัก

นักท่องเที่ยวไทยไม่หยุดแค่การเดินทางแบบผิวเผิน
นาย เอ็ดมอนด์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกรรมการผู้จัดการ Trip.com
ประเทศสิงคโปร์ ระบุว่า นักท่องเที่ยวไทยกำลังนิยามรูปแบบการท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใหม่
โดยนักท่องเที่ยวไทยไม่หยุดแค่เพียงการเดินทางแบบผิวเผิน แต่ต้องการมีส่วนร่วมกับวัฒนธรรม วิถีชีวิต
และประสบการณ์ในท้องถิ่นอย่างแท้จริง จากข้อมูลพบว่า นักท่องเที่ยวไทยใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ ๖ วัน ในการวางแผนและค้นหาข้อมูลก่อนตัดสินใจจอง ซึ่งสูงกว่านักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นอย่างเห็นได้ชัดเจนสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ “การเดินทางที่ผ่านการวางแผนอย่างพิถีพิถัน”
วิเคราะห์พฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทยในปี ๒๕๖๘ ดังนี้
๑. เสน่ห์ของการท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
– นครเซี่ยงไฮ้ ครองอันดับหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไทย โดยมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ ๓๓๔
– รองลงมาคือเขตบริหารพิเศษฮ่องกงเพิ่มขึ้นร้อยละ ๕๒
– กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น เพิ่มขึ้นร้อยละ ๗๑
– นครโอซาก้า ญี่ปุ่น เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๓๒
๒. ประสบการณ์สำคัญกว่าการ Check in
– การค้นหาประเภท “กิจกรรมและประสบการณ์” เพิ่มขึ้นร้อยละ ๘๐๘
– คำค้นหาเกี่ยวกับ “แหล่งท่องเที่ยว (หนีร้อน)” เพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ ๑,๙๔๑
๓. การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงคึกคัก
– การท่องเที่ยวภายในประเทศไทยเติบโตขึ้นร้อยละ ๒๕
– จุดหมายยอดนิยม ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต
“อินฟลู” ยังนำเทรนด์การท่องเที่ยว

การวิเคราะห์ระบบนิเวศดิจิทัลของไทยพบว่า ผู้บริโภคไทยกว่าร้อยละ ๙๕ ติดตาม KOL[๒] หรือ Influencer เป็นข้อมูลในการตัดสินใจท่องเที่ยว
– ร้อยละ ๔๗ ของนักท่องเที่ยวเป็นกลุ่มครอบครัว โดยจะติดตามจาก KOL ที่เน้นการถ่ายทอดประสบการณ์จริง
– ในปี ๒๕๖๘ ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ ๔๕ ระบุว่าแรงบันดาลใจการเดินทางล่าสุดมาจากโพสต์ของ KOL ไทย
– คำสั่งซื้อที่เกิดจาก โค้ดส่วนลดของ KOL เติบโตร้อยละ ๑๒๐ เมื่อเทียบรายปี
– ความพึงพอใจของผู้ใช้ชาวไทยบนแพลตฟอร์ม Trip.com เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยคะแนน Net Promoter Score (NPS) เพิ่มขึ้นร้อยละ ๓๕ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ใช้ไทยต่อความเป็นมืออาชีพและความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์ม
กรณีการเติบโตของนครฉงชิ่งในตลาดนักท่องเที่ยวไทยสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึง ทิศทางใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ที่เปลี่ยนจากการเดินทางแบบเร่งรีบเพื่อ Check in ไปสู่การท่องเที่ยวแบบ “สโลวไลฟ์”( Slow Life )ที่ให้คุณค่ากับประสบการณ์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตท้องถิ่น การที่นักท่องเที่ยวไทยหันไปสนใจเมืองจีนระดับ New First-tier มากขึ้น เช่น นครฉงชิ่ง แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของนักท่องเที่ยวไทยในการเปิดรับจุดหมายใหม่ ๆ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่จำกัดอยู่เพียงเมืองท่องเที่ยวหลัก ซึ่งสอดคล้องกับการโปรโมทการท่องเที่ยวคุณภาพสูงและเป็นภาพสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคไทยที่มีวุฒิภาวะด้านการเดินทางมากขึ้น
สำหรับประเทศไทย แนวโน้มดังกล่าวมีประโยชน์และผลดีในระยะยาวหลายประการ ทั้งในด้านการกำหนดนโยบายการท่องเที่ยว การพัฒนาเมืองรอง และการส่งเสริม Soft Power ไทยสามารถนำรูปแบบจากนครฉงชิ่งมาประยุกต์ใช้ในการยกระดับเมืองท่องเที่ยวของตนเอง โดยเน้นการสร้างประสบการณ์ที่มีเรื่องเล่า มีเอกลักษณ์และเชื่อมโยงวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง ขณะเดียวกัน บทบาทของ KOL และ Influencer ไทยที่มีอิทธิพลสูงต่อการตัดสินใจเดินทาง ยังเปิดโอกาสให้ประเทศไทยใช้พลังสื่อสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในอนาคต เสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศ และขยายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวกับต่างประเทศอย่างยั่งยืน
ข่าวนี้รวบรวมโดย :SHUNNING HUANG