จาก “จดหมายรักถึงอาม่า” สู่เศรษฐกิจแมลงสาบเหลียงซาน: โอกาสใหม่ของไทยในห่วงโซ่สมุนไพร–ชีวเวชภัณฑ์จีน
เวลาที่โพสต์:10:50, 4-06-2026
แหล่งข่าว:thaibizchina.com

บทนำ

ภาพยนตร์จีนเรื่อง “จดหมายรักถึงอาม่า” (Dear You) หรือ《给阿嬷的情书》 กำลังกลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมในจีน ไม่เพียงเพราะพลังของเรื่องเล่าเกี่ยวกับครอบครัว ชาวจีนโพ้นทะเล และความผูกพันระหว่างรุ่น แต่ยังเพราะรายละเอียดเล็ก ๆ ในภาพยนตร์ได้จุดกระแสสนทนาใหม่เกี่ยวกับภูมิปัญญาพื้นบ้านและอุตสาหกรรมสมุนไพรจีนสมัยใหม่ หนึ่งในประโยคที่ถูกพูดถึงมากคือคำกล่าวถึง “การต้มแมลงสาบดื่มแก้ท้องอืด” ซึ่งในบริบทของภาพยนตร์สะท้อนภาพจำของภูมิปัญญาชาวบ้านในแถบหลิ่งหนานและจีนตอนใต้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดูเหมือนเป็นเพียง “ตำรับพื้นบ้าน” ในภาพยนตร์ กลับเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมจริงขนาดใหญ่ใน เขตปกครองตนเองชนชาติอี๋เหลียงซาน มณฑลเสฉวน โดยเฉพาะในเมืองซีชาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานเพาะเลี้ยงแมลงสาบอเมริกันเชิงอุตสาหกรรมของบริษัท Good Doctor Group หรือ 好医生集团 ฐานดังกล่าวทำให้ “แมลงสาบ” ไม่ได้เป็นเพียงแมลงที่ผู้คนรังเกียจ แต่กลายเป็นวัตถุดิบในห่วงโซ่อุตสาหกรรมยาแผนจีนสมัยใหม่ที่มีระบบควบคุมคุณภาพ การวิจัย และการผลิตในระดับโรงงาน

สำหรับไทย ประเด็นนี้มีความน่าสนใจในเชิงเศรษฐกิจมากกว่าความแปลกใหม่ เพราะสะท้อนแนวโน้มสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การยกระดับภูมิปัญญาพื้นบ้านให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง การพัฒนาอุตสาหกรรมแมลงและชีวทรัพยากรอย่างเป็นระบบ และโอกาสความร่วมมือไทย–จีนในด้านสมุนไพร การแพทย์ทางเลือก อาหารฟังก์ชัน (Functional Foods) และเศรษฐกิจชีวภาพ

อุตสาหกรรมแมลงสาบในเหลียงซาน: จากภาพจำเชิงลบสู่ห่วงโซ่ยาแผนจีนสมัยใหม่

คำว่า “แมลงสาบ” โดยทั่วไปมักสร้างภาพจำด้านลบในสังคม เพราะเชื่อมโยงกับความสกปรก เชื้อโรค และสภาพแวดล้อมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ อย่างไรก็ตาม ในบริบทของการแพทย์แผนจีน แมลงสาบหรือ เฟ่ยเหลียน蜚蠊 (Blattodea) มีประวัติการใช้เป็นวัตถุดิบยามาอย่างยาวนาน โดยตำรับแพทย์จีนดั้งเดิมมองว่า แมลงสาบ (Blattodea) มีสรรพคุณด้านการกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ลดอาการบวม ขับพิษ และช่วยสมานแผลบางประเภท

สิ่งที่เกิดขึ้นในเขตปกครองตนเองชนชาติอี๋เหลียงซาน มณฑลเสฉวน คือการเปลี่ยนภูมิปัญญาเก่าแก่ดังกล่าวให้กลายเป็นอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยเฉพาะฐานเพาะเลี้ยงแมลงสาบอเมริกันของบริษัท Good Doctor Group หรือ 好医生集团 ในเมืองซีชาง ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของการนำวัตถุดิบจากสัตว์และแมลงเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมยาแผนจีนสมัยใหม่อย่างเป็นระบบ

สายพันธุ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมนี้ไม่ใช่แมลงสาบบ้านทั่วไป แต่เป็น แมลงสาบอเมริกัน หรือ Periplaneta americana ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ถูกคัดเลือกและเพาะเลี้ยงภายใต้ระบบควบคุมคุณภาพเฉพาะ ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่แหล่งที่มา วิธีการเลี้ยง สภาพแวดล้อม กระบวนการเก็บเกี่ยว และการแปรรูป ซึ่งต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่สามารถตรวจสอบได้

ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำที่สำคัญคือ คังฟู่ซินเย่ หรือ 康复新液 ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ยาแผนจีนสมัยใหม่ที่ผลิตจากสารสกัดของแมลงสาบอเมริกัน ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถูกนำมาใช้ในจีนในบริบททางการแพทย์บางประการ เช่น การดูแลแผล เยื่อบุ ระบบทางเดินอาหาร หรือการฟื้นฟูเนื้อเยื่อตามข้อบ่งใช้ของยา ประเด็นสำคัญคือ ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ได้เกิดจากการนำแมลงสาบมาต้มกินโดยตรง แต่เกิดจากกระบวนการสกัดและผลิตภายใต้มาตรฐานยา

ดังนั้น กระแส “蟑螂煮水” หรือ “แมลงสาบต้มยา” จากภาพยนตร์จึงควรถูกทำความเข้าใจในสองระดับ ระดับแรกคือบริบททางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งสะท้อนวิถีชีวิตและความเชื่อดั้งเดิมของผู้คนในบางพื้นที่ ระดับที่สองคือบริบทอุตสาหกรรมยาแผนจีนสมัยใหม่ ซึ่งต้องอาศัยมาตรฐานการเลี้ยง การวิจัย การควบคุมคุณภาพ และการผลิตที่ปลอดภัย

กรณีของ Good Doctor ยังแสดงให้เห็นว่า อุตสาหกรรมแมลงสาบไม่ได้จำกัดอยู่ที่การผลิตยาเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ สิทธิบัตร เทคโนโลยีชีวภาพ การท่องเที่ยวเชิงอุตสาหกรรม และการสื่อสารสาธารณะ บริษัทได้พัฒนาฐานของตนให้เป็นพื้นที่ให้ความรู้และแหล่งท่องเที่ยวระดับ 3A เพื่ออธิบายคุณค่าทางยาและลดอคติของสังคมต่อแมลงสาบ ถือเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนภาพจำเชิงลบให้กลายเป็นทุนทางเศรษฐกิจและวิทยาศาสตร์

โอกาสของไทย: จากสมุนไพรไทยสู่อุตสาหกรรมชีวภาพมูลค่าสูง

สำหรับไทย กรณีอุตสาหกรรมแมลงสาบในเหลียงซานมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะไทยเองมีจุดแข็งด้านทรัพยากรชีวภาพ สมุนไพร อาหารพื้นถิ่น ภูมิปัญญาชาวบ้าน และอุตสาหกรรมสุขภาพอยู่แล้ว ประเทศไทยมีสมุนไพรที่เป็นที่รู้จักจำนวนมาก เช่น ขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร กระชายดำ ไพล (พืชชนิดหนึ่งในตระกูลขิง) บัวบก มะขามป้อม และสมุนไพรท้องถิ่นอีกหลากหลายชนิด แต่โจทย์สำคัญคือจะยกระดับทรัพยากรเหล่านี้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงที่แข่งขันได้ในตลาดสากลอย่างไร ?

บทเรียนจากเหลียงซานชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการมีวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมครบวงจร ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การเพาะปลูกหรือเพาะเลี้ยงตามมาตรฐาน การวิจัยสารสำคัญ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การควบคุมคุณภาพ การขึ้นทะเบียน การตลาด และการสื่อสารกับผู้บริโภค หากไทยต้องการผลักดันสมุนไพรไทยสู่ตลาดมูลค่าสูง จำเป็นต้องพัฒนาทั้งห่วงโซ่เช่นเดียวกัน

โอกาสแรกของไทยคือการพัฒนาอุตสาหกรรมสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีงานวิจัยรองรับ ตลาดจีนให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ อาหารฟังก์ชัน และการแพทย์ทางเลือกมากขึ้น ไทยสามารถใช้จุดแข็งด้านสมุนไพรและภาพลักษณ์ด้านสุขภาพเชิงธรรมชาติเป็นฐานในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับตลาดจีน แต่ต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความปลอดภัย เอกสารวิชาการ และการปฏิบัติตามกฎระเบียบของจีนอย่างรอบคอบ

โอกาสที่สองคือการพัฒนาแมลงเศรษฐกิจและโปรตีนทางเลือก ไทยมีศักยภาพในด้านการเลี้ยงแมลง เช่น จิ้งหรีด หนอนไหม และแมลงที่ใช้ในอาหารสัตว์หรือโปรตีนทางเลือกอยู่แล้ว หากนำบทเรียนจากจีนมาประยุกต์ใช้ ไทยอาจพัฒนาระบบเพาะเลี้ยงแมลงที่มีมาตรฐานสูงขึ้น ไม่เพียงเพื่อการบริโภคโดยตรง แต่รวมถึงการใช้เป็นวัตถุดิบในอาหารสัตว์ สารสกัดชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์ หรือผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในอนาคต

โอกาสที่สามคือความร่วมมือวิจัยไทย–จีนด้านชีวเวชภัณฑ์และสมุนไพร จีนมีความเชี่ยวชาญด้านการยกระดับตำรับดั้งเดิมเข้าสู่อุตสาหกรรมยาแผนจีนสมัยใหม่ ขณะที่ไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพและสมุนไพรเขตร้อน การจับคู่ระหว่างสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล หน่วยงานกำกับดูแล และภาคเอกชนของสองประเทศ อาจนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีศักยภาพทั้งในตลาดไทย จีน และประเทศที่สาม

โอกาสที่สี่คือการใช้วัฒนธรรมและสื่อบันเทิงเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่ม กรณี “จดหมายรักถึงอาม่า” แสดงให้เห็นว่าภาพยนตร์สามารถทำให้ผู้ชมสนใจสินค้าและภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างทรงพลัง ไทยมีวัฒนธรรมอาหาร สมุนไพร วิถีชุมชน และภูมิภาคที่หลากหลาย หากสามารถนำเสนอผ่านภาพยนตร์ ซีรีส์ สารคดี หรือคอนเทนต์ดิจิทัลอย่างมีคุณภาพ ก็อาจช่วยยกระดับสินค้าไทยและสร้างความต้องการในตลาดต่างประเทศได้

โอกาสที่ห้าคือการเชื่อมโยงเศรษฐกิจชีวภาพกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ไทยมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและบริการ Wellness อยู่แล้ว หากผสานสมุนไพรไทย อาหารสุขภาพ การแพทย์แผนไทย และนวัตกรรมชีวภาพเข้ากับการท่องเที่ยว จะสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงกว่าเพียงการขายวัตถุดิบ เช่น เส้นทางท่องเที่ยวสมุนไพร ศูนย์เรียนรู้แพทย์แผนไทย ผลิตภัณฑ์สุขภาพเฉพาะถิ่น และกิจกรรมเชิงประสบการณ์สำหรับนักท่องเที่ยวจีน

อย่างไรก็ตาม ไทยควรเรียนรู้จากกรณีแมลงสาบเหลียงซานด้วยความระมัดระวัง กล่าวคือ การยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นต้องไม่ละเลยหลักวิทยาศาสตร์ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของข้อมูล การสื่อสารกับผู้บริโภคต้องชัดเจนว่าอะไรคือภูมิปัญญาดั้งเดิม อะไรคือผลิตภัณฑ์ที่ผ่านมาตรฐาน และอะไรไม่ควรนำไปใช้เองโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

ข่าวนี้รวบรวมโดย :SHUNNING HUANG

การตรวจสอบรอบแรก:YANLAN ZHANG

การตรวจสอบรอบที่สอง:CUIJING MO

การตรวจสอบรอบที่สาม: ปิยะนุช เพชรเย็น