ไทยอย่ารีรอ!!! มาเลเซียลุยจับมือกว่างซี ดันเทคโนโลยี AI ในทุเรียน เล็งต่อยอดปาล์มน้ำมัน และยางพารา
เวลาที่โพสต์:17:53, 22-07-2026
แหล่งข่าว:thaibizchina.com

ในวันที่ “สังคมเกษตรดั้งเดิม” กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งปัจจัยการผลิต (ต้นทุนปุ๋ยและเคมีทางการเกษตรที่ผันผวน แรงงานภาคเกษตรที่ลดลง และสภาพอากาศที่แปรปรวน) รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัลที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้การทำเกษตรแบบเดิมที่อาศัย “ประสบการณ์ล้วน ๆ” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป โดยเฉพาะในแง่ของการทำเกษตรอัจฉริยะที่ต้องนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยตลอดกระบวนการผลิต

เมื่อเร็ว ๆ นี้ (5 มิถุนายน 2569) เขตฯ กว่างซีจ้วง (จีน) และมาเลเซีย ได้จัดพิธีเปิด “ศูนย์ความร่วมมือประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์คู่แฝด” พร้อมกัน นับเป็นแพลตฟอร์มการบูรณาการด้านนวัตกรรม AI กับเทคโนโลยีการเกษตรเข้าไว้ด้วยกันแพลตฟอร์มแรกภายใต้กรอบความร่วมมือ “นิคมคู่แฝดจีน-มาเลเซีย”

ศูนย์ดังกล่าวจะทำหน้าที่สนับสนุนการบ่มเพาะผลงานและการประยุกต์ใช้ AI ในฉากทัศน์ต่าง ๆ โดย “มาเลเซีย” ถือเป็นประเทศที่ 3 ในอาเซียนที่เขตฯ กว่างซีจ้วงได้ร่วมมือในการเปิดศูนย์ความร่วมมือด้าน AI ต่อจาก สปป.ลาว (เปิดเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568) และเวียดนาม (เปิดเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568)

ศูนย์ความร่วมมือฯ ทั้งสองฝ่ายจะมุ่งให้บริการด้านการบริการสาธารณะ การแสดงผลงานเทคโนโลยี การส่งเสริมการประยุกต์ใช้งาน การจับคู่ฉากทัศน์การใช้งาน การกำหนดมาตรฐานร่วมกัน การฝึกอบรมบุคลากร และการบ่มเพาะธุรกิจ/อุตสาหกรรม

ไฮไลท์ อยู่ที่บริษัท Maimai Technology Group (北京麦麦趣耕科技有限公司) บริษัทชั้นนำด้านการเกษตรอัจฉริยะของจีน (อยู่ใน Zhongguancun หรือซิลลิคอน วัลเล่ย์ของจีน) และเป็น ‘ยักษ์เล็ก’ เพียงหนึ่งเดียวในแวดวง AI เกษตรของจีน ได้เปิดตัวนวัตกรรม AI เพื่อการเกษตร

นั่นก็คือ โมเดล AI ขนาดใหญ่สำหรับทุเรียน (Durian AI Large Model) โซลูชันการเก็บเกี่ยวอัจฉริยะแบบครบวงจร (ผสานเทคโนโลยี AI Visual Recognition และอุปกรณ์อัจฉริยะ) รวมถึงหุ่นยนต์เพื่อการเกษตรหลายรุ่น (สำหรับทุเรียน ปาล์มน้ำมัน) เพื่อสร้างระบบปฏิบัติการอัจฉริยะแบบปิด (Close loop) ตั้งแต่การตรวจวัดไปจนถึงการเก็บเกี่ยว ช่วยแก้ไขปัญหาการทำเกษตร (ทุเรียน) แบบเดิมที่อาศัย “ประสบการณ์คน” (เขย่า/เคาะทุเรียนประเมินความสุก) และ “การใช้แรงงานเข้มข้น” และแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ไม่เป็นระบบ

72216.jpg

เครดิตภาพ gxnews.com.cn

ตามรายงาน เทคโนโลยีข้างต้น (โซลูชัน และหุ่นยนต์เฉพาะด้าน) สามารถพัฒนาแบบ ‘สั่งทำเฉพาะ’ (Tailor Made) ให้เหมาะกับความต้องการ ปัจจัยแวดล้อมทางการผลิต และฉากทัศน์การใช้งาน ตั้งแต่การเก็บเกี่ยว การลาดตระเวนในสวน การให้ปุ๋ยและดูแลรักษาต้น โดยมาเลเซียมีคำสั่งซื้อระบบเทคโนโลยี Model+ Robot (ชื่อว่า M’ID หรือ Maimai Model Inside ที่เป็นการฝังโมเดล AI ขนาดใหญ่ไว้ในหุ่นยนต์เฉพาะด้าน) จำนวน 20,000 เครื่อง เพื่อใช้งานในระยะแรก (ช่วง 2 ปี)

ศูนย์ความร่วมมือ AI คู่ขนานจีน-มาเลเซียจะเป็นแพลตฟอร์มเชื่อมโยงระหว่างประเทศด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี AI เพื่อการเกษตร การประยุกต์ใช้ AI ในธุรกิจ/อุตสาหกรรม และการฝึกอบรมบุคลากรระหว่างจีนและมาเลเซีย

“เมืองชินโจว” ของเขตฯ กว่างซีจ้วง จะเป็น ‘ต้นทาง’ การส่งออกเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะของจีนไปต่างประเทศ ในเดียวกัน “มาเลเซีย” สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ที่สมบูรณ์แบบของจีนเพื่อส่งเสริมการยกระดับอุตสาหกรรมพืชเศรษฐกิจเขตร้อนของตนเองได้เช่นกัน โดยในระยะต่อไป จะขยายความสามารถของโมเดล AI ขนาดใหญ่ไปใช้กับพืชเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียน เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา อีกด้วย

บีไอซี หนานหนิง ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ บริษัท Guangxi Maiyue Technology (广西迈越科技) กับ Tunku Abdul Rahman University of Management and Technology ของมาเลเซีย ได้ประกาศความร่วมมือในการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI Visual Recognition ในการประเมินความสุกของผลทุเรียนบนต้น (คาดการณ์พื้นที่และเวลาผลร่วงได้อย่างแม่นยำ และแสดงผลข้อมูลพิกัดแบบ Heat Map) และการเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียนด้วยหุ่นยนต์ (หุ่นยนต์เชื่อมโยงการทำงานกับระบบ AI ออกไปลาดตระเวนและเก็บผลทุเรียนสุกที่ร่วงหล่น) เพื่อแก้ไขปัญหาผลสุกร่วงหล่นในเวลากลางคืน ซึ่งผลทุเรียนจะคายน้ำ ส่งผลต่อคุณภาพทุเรียนหากไม่เก็บในทันที (ทุเรียนมาเลย์ต้องรอผลสุกคาต้นจึงจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ โดยทั่วไปจะต้องเก็บภายใน 3-4 ชั่วโมงหลังการร่วงหล่น)

บีไอซี หนานหนิง ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน เขตฯ กว่างซีจ้วงกับสมาชิกอาเซียนมีความร่วมมือในการจัดตั้งศูนย์ความร่วมมือ AI แล้วหลายแห่ง อาทิ

ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนา AI กว่างซี —— “วิจัยและพัฒนาที่ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว และเซินเจิ้น – รวมศูนย์ที่กว่างซี – ประยุกต์ใช้งานที่อาเซียน” ซึ่งเป็นจุดแข็งของเขตฯ กว่างซีจ้วง บีไอซี หนานหนิง เห็นว่า สถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมทุเรียนไทยที่เกี่ยวข้องสามารถพิจารณาแนวทางความร่วมมือกับเขตฯ กว่างซีจ้วง เพื่อพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในรูปแบบที่เหมาะสมกับอุตสาหกรรมการผลิตทุเรียนไทยได้เช่นกัน เพื่อยกระดับคุณภาพและมูลค่าเพิ่มให้กับ “ทุเรียนไทย” และปรับบทบาทจากการเป็นเพียง “ผู้ใช้” เทคโนโลยีสู่การเป็น “ผู้(ร่วม)สร้าง” เทคโนโลยี โดยสองฝ่ายอาจต่อยอดความร่วมมือและฉากทัศน์การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ได้ในหลายมิติ อาทิ

  • การยกระดับประสิทธิภาพสวนทุเรียน

โมเดล AI ขนาดใหญ่สามารถประมวลผลข้อมูลภาพใบต้น สภาพดิน ความชื้น อุณหภูมิ และสภาพอากาศ เพื่อคาดการณ์การเกิดโรคพืช ศัตรูพืช ความเสี่ยงจากภัยแล้งหรือน้ำท่วม ช่วยเกษตรกรวางแผนการใช้ปุ๋ย การให้น้ำ และการใช้สารปราบศัตรูพืชได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ที่มีคุณภาพ

  • การยกระดับคุณภาพทุเรียนตั้งแต่ต้นทางถึงมือผู้บริโภค

การประเมินระดับความสุก ความสมบูรณ์ของเปลือก ขนาด น้ำหนัก และตำหนิภายในผลทุเรียนผ่านภาพและข้อมูลเซนเซอร์ คัดเกรดทุเรียนได้รวดเร็ว แยกผลเสียออกก่อนส่งออก ลดอัตราการเสียหายในกระบวนการขนส่งไปต่างประเทศ และการสร้าง ‘บัตรประจำตัว’ ให้กับทุเรียนแต่ละลูกกับระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability System)

  • การคาดการณ์ผลผลิตและควบคุมราคาสินค้าได้แม่นยำ

การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมข้อมูลย้อนหลัง (สถานการณ์การเก็บเกี่ยวผลผลิต สภาพภูมิอากาศ ความต้องการของตลาดในประเทศและต่างประเทศ) และการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตทุเรียนในแต่ละฤดูกาลผ่านโมเดล AI ขนาดใหญ่ เพื่อช่วยภาครัฐ ชาวสวน และผู้ส่งออกวางแผนการผลิตและส่งออก รวมถึงการสร้างสมดุลของอุปสงค์และอุปทานของตลาด (สร้างอำนาจต่อรอง และป้องกันราคาผันผวน)

  • การผลักดันอุตสาหกรรมทุเรียนไทยสู่ “ความเป็นดิจิทัล”

การใช้งานโมเดล AI ทุเรียนจะผลักดันให้เกษตรกร ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทุเรียน (ผลไม้ไทย) เรียนรู้และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอัจฉริยะ (ทั้ง Upskill มุ่งต่อยอดทักษะเดิม / Reskill เน้นฝึกฝนทักษะใหม่ และ New skill เน้นสร้างทักษะใหม่) และสร้างแปลงเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) และระบบนิเวศเกษตรอัจฉริยะที่ยั่งยืน

ที่มาของข้อมูล: เข้าถึงข้อมูลวันที่ 8 มิถุนายน 2569

ข่าวนี้รวบรวมโดย :SHUNNING HUANG

การตรวจสอบรอบแรก:YANLAN ZHANG

การตรวจสอบรอบที่สอง:CUIJING MO

การตรวจสอบรอบที่สาม: ปิยะนุช เพชรเย็น